ยุ้ยคิดอยู่นานเลยว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีรึเปล่า (เกือบ 2 ปี) เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “จิตภายใน” ค่อนข้างจะปัจเจกมากๆ และออกจะ deep หน่อยๆ เอางี้แล้วกันค่ะ ยุ้ยจะนำเสนอในมุมที่ตกผลึกของยุ้ยเอง นำมาปรับใช้แล้วได้ผลกับชีวิตตัวเอง คุณผู้อ่านสามารถนำแนวคิด แนวทางไปปรับใช้ได้นะคะ หรือจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินก็ได้เลยค่า

[ จะขอเล่าที่มาก่อน คุณสามารถว้าร์ปไปอ่านแก่นของ Minifest ได้ที่หัวข้อ “แนวคิดที่สรุป” ]

จุดเริ่มต้นคือ Self-love

ยุ้ยเริ่มสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาด้านจิตใจภายใน (แบบลึกซึ้ง) เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุ 43

เริ่มจากช่วงนั้นยุ้ยกำลัง “อัปเลเวล Webmonster Lab ให้เป็นแพลตฟอร์ม e-Learning” งานเยอะมาก ทั้งโปรเจคตัวเองและของลูกค้า งานดีงานเยอะ ยุ้ยชอบมาก สนุกมาก แต่ก็ทำให้ฟุ้งมากและโคตรจะเหนื่อยล้า และก็ขี้ลืมพวกงานยิบย่อย รวมถึงชีวิตส่วนตัวด้วย เป็นช่วง Midlife ที่รู้สึกว่าเราแบกภาระทางจิตใจมากเกินไปแล้ว โอ้ว นี่คือ burnout สินะ ถึงเวลาที่เราต้องหาวิธีเมเนจและบาลานซ์ให้ดีกว่าเดิม … งานฮีลต้องเข้าละ

วิธีทำให้ยุ้ยรู้สึกสงบ
และได้รับแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน คือ “เดินเข้าร้านหนังสือ”

ทั้ง 4 เล่มนี้มีแก่นเดียวกันคือ “การรักตัวเอง และอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเอง

  • เล่มที่ 1: Miracle Morning. ผู้เขียน Hal Elrod (ฮอล เอลร็อด)
  • เล่มที่ 2: The Bullet Journal Method. ผู้เขียน: Ryder Carroll (ไรเดอร์ แคร์รอลล์)
  • เล่มที่ 3: Good Vibes, Good Life. ผู้เขียน: Vex King (เว็กซ์ คิงส์)
  • เล่มที่ 4: Manifest. ผู้เขียน: Roxie Nafousi (ร็อกซี นาฟูซี)

หนังสือพัฒนาตนเอง รักตัวเอง Miracle Morning, The Bullet Journal Method, Good Vibes, Good Life, Manifest

และยังจับใจความได้อีกว่า 4 เล่มนี้มี key สำคัญที่เกี่ยวข้องกันคือ “กฎแรงดึงดูด” ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ มันอยู่ในตัวเราเองตั้งแต่เกิด เพียงแต่เราไม่รู้วิธีจัดการ


หากคุณค้นหาเกี่ยวกับ Manifest

คุณจะได้เห็นคำนึงที่กล่าวถึงบ่อยๆ คือ “การเขียนคำขอจักรวาล” หรือ “การสั่งจักรวาล

อิหยังนะ เหมือนขอพรพระรึเปล่า ขอยังไงอ่ะ … คือที่ยุ้ยรู้สึกตอนแรก

เมื่อยุ้ยตกผลึกในเวอร์ชั่นของตัวเองแล้ว จึงสรุปแก่นแท้ของ Manifest ได้ว่า “จักรวาล” ที่กล่าวถึงนี้แท้จริงคือ “จิตภายในของเราเอง” คือการกระตุ้นจิตใต้สำนึก ไม่ใช่การขอพรจากจักรวาล-กาแล็กซี่นอกโลก อย่างที่ความเข้าใจตื้นเขินของยุ้ยคิดในตอนแรก และเมื่อเรา Manifest ก็จะเชื่อมโยงกับกฎแรงดึงดูดเราจะมองเห็นสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น และจะผลักสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไป” ยิ่งฝึกมาก มันก็จะยิ่งเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

สมองของเรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต (Neuroplasticity)

มนุษย์เราสามารถบันทึกข้อมูลชุดใหม่ลงไปในจิตใต้สำนึกและสมองตัวเองได้เสมอ “ด้วยการกระตุ้น” เช่น การเขียน การพูดคำย้ำคิด การสร้างภาพ (Visualization) การฟัง การสร้างความรู้สึกว่าเราได้สิ่งนั้นมาแล้ว เราเป็นคนนั้นแล้ว (Act As If) ย้ำๆ ซ้ำๆ ด้วยความนุ่มนวลและซาบซึ้ง เป็นการสื่อสารกับภายในตัวเราเอง

สมองของเรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต - Neuroplasticity

  • Manifest ความปรารถนา ก็คือการตั้งเป้าหมายที่จริงจัง เข้มข้น จดจ่อ ทำให้เรามีโฟกัส เราชัดเจน เราเอาจริง แล้วใช้พลังของความคิด ความเชื่อ และการลงมือทำอย่างสอดคล้อง เพื่อดึงดูดและสร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงในชีวิต
  • หากเรามีความปรารถนาอื่นอีก เราก็แค่ย้ายโฟกัส แล้วป้อนข้อมูลชุดใหม่ กระตุ้นซ้ำๆ … หลายคนที่ Manifest สำเร็จก็ใช้วิธีเหล่านี้เป็นพื้นฐาน

แนวคิดที่สรุป

“จักรวาลคือจิตภายในของเราเอง”

ไม่ใช่การขอพรจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นการใช้พลังของจิตใจ (Mind) และ ความเชื่อ (Belief System) เพื่อกำหนดความเป็นจริงของชีวิตเราเอง

รักตัวเอง กอดหัวใจตัวเอง พัฒนาจิตใจ พัฒนาตนเอง

“การกระตุ้นจิตใต้สำนึกเชิงบวก”

การจดจ่อและการเห็นภาพ (Visualization) เป็นการป้อนชุดข้อมูลและความปรารถนาเข้าสู่ จิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) ซึ่งควบคุมพฤติกรรมและความรู้สึกอัตโนมัติ รวมถึงการยืนยันตัวเองซ้ำๆ (Affirmations) สามารถเปลี่ยนพลังงานของเราไปในทิศทางที่ต้องการได้

ช่วงเวลาดีที่สุดคือช่วงเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น สมองเราจะเข้าสู่คลื่นความถี่ Alpha และ Theta ซึ่งเป็นช่วงที่จิตใต้สำนึกเปิดรับข้อมูลได้ง่ายที่สุด เค้าถึงไม่ให้เปิดทีวีนอน เพราะบางช่วงอาจมี content เชิงลบเข้าไปกระตุ้นได้

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำให้ Visualization & Affirmations ก่อนเข้านอน และก่อนลืมตาตื่นนอน เพราะเป็นช่วงเวลาทองคำ

“เชื่อมโยงกับกฎแรงดึงดูด”

กฎแรงดึงดูดทำงานผ่าน RAS (Reticular Activating System) คือ ระบบคัดกรองข้อมูลสำคัญของสมอง เช่น ปลุกให้ตื่น/ทำให้หลับ หรือ กรองสิ่งรบกวน ช่วยให้โฟกัสสิ่งที่สำคัญ และเมินเฉยต่อสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง

“เราจะมองเห็นสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น”

การทำงานของ RAS ในสมองจะทำหน้าที่เหมือน “ตัวกรอง” เมื่อเราจดจ่ออยู่กับความปรารถนาหรือการตั้งเป้าหมายที่แน่วแน่ (Manifestation) มันจะปรับ RAS ให้ “ตระหนักรู้” และ “โฟกัส” เฉพาะข้อมูล โอกาส หรือสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น (เช่น เมื่อเราอยากได้รถยี่ห้อหนึ่ง เราจะเริ่มเห็นรถยี่ห้อนั้นบ่อยขึ้น)

“จะผลักสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปได้เอง”

การเบี่ยงเบนความสนใจ: เมื่อจิตใจเราเต็มไปด้วยความปรารถนาเชิงบวก สมองจะใช้พลังงานในการโฟกัสสิ่งนั้น ทำให้ความสนใจและพลังงานที่เคยใช้ไปกับความกลัวหรือสิ่งที่เราไม่ต้องการ (ซึ่งมักจะสร้างปัญหา) ค่อยๆ ลดลงไปเอง


สรุปสุดท้าย

Manifestation คือการทำงานภายใน ซึ่งเป็นการใช้จิตใจและสมองเพื่อปรับ “การรับรู้” และ “การกระทำ” ของตัวเราเองให้เข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ!

อาจจะสรุปแบบนี้ก็ได้ค่ะ

Manifest คือ การขอพรจากตัวเราเอง

หัวใจของ “การสร้างความเป็นจริงของตัวเอง”

เรากำหนดจิตภายใน → จิตภายในกำหนดความคิด → ความคิดกำหนดการกระทำ → การกระทำนำสิ่งนั้นๆ มาหาเรา (เหตุและผล)

รดน้ำต้นไม้ของเรา รักตัวเอง การเจริญเติบโตทางใจ จิตภายใน


My Practice: จากคนใจร้อน สู่ “ความสงบสุข”

ขอสารภาพว่าในอดีตยุ้ยเป็นคนใจร้อน การเป็นคนใจเย็นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับยุ้ยเลย … เราเห็นผลเสียที่ตัวเองใจร้อน ติด perfect ไม่ยอมปล่อย ทำให้ยุ้ยไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว และหากคุณได้เจอยุ้ยในเวอร์ชั่นอายุ 44+ คุณจะฟิลได้ว่ายุ้ยเป็น “คนใจเย็น ดูนิ่ง ที่คล่องแคล่ว” หลายคนที่เพิ่งรู้จักกัน บอกยุ้ยว่า “พี่ยุ้ยเนี่ยนะ เคยใจร้อน นึกภาพไม่ออก” 555 … โอ้ว นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

หนึ่งในหลายข้อที่ยุ้ย Manifest

ยุ้ยมีชีวิตสงบสุข

ค่อยๆ ฝึกมาตลอด 3 ปี (นับย้อนหลังจากวันที่เขียนบทความนี้)

  • แรกเลยทำ S.A.V.E.R.S. ตามหนังสือ Miracle Morning แต่ยังหาวิธีเขียนที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้
  • ต่อมาได้เรียนรู้ วิธีการเขียน Bullet Journal (BUJO) ซึ่งใช้ได้ดีกับยุ้ยมากๆ ใช้ได้กับหลายเรื่องเลยนะ ไม่ใช่แค่ Manifest
  • แล้ว ปลดล็อค Vibration ได้จากหนังสือ Good Vibes, Good Life
  • สุดท้ายได้อ่านหนังสือของคุณ Roxie Nafousi จึงตกผลึกในตอนหลังได้ว่า …

อ๋อ ที่เราทำมาคือ “กระบวนการ Manifest

ซึ่งก็คือ การตั้งใจ + ลงมือทำ ของเราเอง

คือกำลังจะบอกว่า
ยุ้ยค่อยๆ พัฒนาความใจนิ่ง ใจเย็นมาเรื่อยๆ ไม่ใช่ Manifest แล้วได้เลย … แต่อันที่น่าทึ่ง คือ ยุ้ยนั่งสมาธิได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการเริ่ม (วันแรกๆ ยังไม่ได้นะ) และชอบมาก ทั้งที่ตลอด 40 ปี ไม่ชอบและไม่เคยนั่งได้เลย

S.A.V.E.R.S. ได้แก่ Silence, Affirmations, Visualization, Exercise, Reading, Scribing


1. ยุ้ยเขียนลงสมุด Bullet Journal แบบง่ายๆ

เช็คดูว่าวันนี้ mood เราเป็นยังไง อยู่ระดับไหน พยายามรักษา Vibration ของตัวเองให้อยู่ใน โซนกลาง-สูง ยุ้ยเขียนทุกวัน ผ่านไป 1 เดือน เราจะเห็นเป็นกราฟเลย

วันที่ดีคือดี แต่วันไหนลงต่ำ เราก็เอ้ย ไม่ได้ละต้องหาอะไรทำให้ Vibration เรากลับขึ้นมา เช่น เปลี่ยนเพลง อาบน้ำ ออกไปเดินเล่น หนักมากๆ ก็ออกไปขับรถเล่นนอกเมือง (เคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเปลี่ยนพลังงาน) เปลี่ยนเหตุการณ์เชิงลบ เป็น “รู้สึกขอบคุณ” ว่าดีแล้วที่เราเจอแบบนั้นทำให้เราปล่อยอันไม่ดีไป “เพื่อได้รับสิ่งที่ดีกว่า

ยุ้ยชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ
Good Vibes, Good Life. ผู้เขียน Vex King

2. พูดคำย้ำคิด (Affirmations)

ในวันที่นึกได้ คือก็ไม่ได้ทำทุกวันหรอก ฮ่าๆ

4. นั่งสมาธิเพื่อรีแลกซ์สมอง

มันดีมากเลยนะนั่งสมาธิอ่ะ คือ เราเหนื่อยกาย เรานั่งพัก นอนหลับได้ แต่ความคิด-สมองเราทำงานตลอดเวลา เราจะพักยังไงล่ะ สำหรับยุ้ยการพักสมองให้เข้าสู่สภาวะ “ไม่ต้องมีความคิด” ก็คือ “นั่งสมาธิ” อย่างน้อย 5-10 นาที ที่ไม่คิดอะไรเลย พอลืมตาขึ้นมา เออรู้สึกหัวโล่ง สดชื่นดี รู้สึกได้พักอ่ะ

ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกที (ไม่กี่เดือน)

  • สังเกตตัวเองเริ่มใจเย็นขึ้น
  • นิ่งขึ้น ทำให้คิดก่อนพูดได้ดีขึ้น
  • ฟังมากขึ้น พูดน้อยลง (ยกเว้นตอนสอน อันนั้นพูดเก่ง 55)
  • ปล่อยวางอะไรง่ายขึ้น
  • ปฏิเสธ/ปิดกั้น/เมินเฉย ต่อสิ่งที่ไม่ต้องการได้อัตโนมัติ
  • และยุ้ยก็ได้ชีวิตสงบสุข ว้าว

ยังจำตอนต้นบทความได้มั้ยคะ
“ช่วงที่ยุ้ยฟุ้งมากและโคตรจะเหนื่อยล้า ขี้ลืมเรื่องยิบย่อย”

เนี่ยค่ะ แก้ได้ด้วยการเขียน BUJO
ยุ้ยปรับใช้กับ Weekly Planner & Daily Tasks ด้วย ใช้ดีเลย

เคล็ดลับ

สัญลักษณ์ Bullet Journal Key ที่คุณ Ryder Carroll คิดค้น ใช้ได้ดีมากเลยนะ เพื่อนๆ ลองหาข้อมูลเพิ่มและนำไปใช้ดูนะคะ ปรับให้เหมาะกับของตัวเองได้เลยอิสระ

สัญลักษณ์ Bullet Journal Key ที่คุณ Ryder Carroll คิดค้น - ปรับใช้ให้เหมาะกับเราเอง


เสริมท้ายอีกนิด…

ยุ้ยตั้งใจทำคอร์สเรียนออนไลน์ มาถึง 5 ปี ไม่สำเร็จสักที ลองเขียนใส่ “Future Log” ใน BUJO อยากรู้ว่า “ได้จริงมั้ย” พร้อมกับตั้งเป็นอีก 1 สิ่งปรารถนาที่ยุ้ย Manifest … หลังจากนั้น 9 เดือน ยุ้ยก็ทำคอร์สออนไลน์ + แพลตฟอร์ม e-Learning สำเร็จ ผู้เรียนสามารถสมัครเรียนผ่านระบบ และเข้าเรียนด้วยตัวเองได้เลย.

อ่าน เบื้องหลังการทำคอร์สออนไลน์ (ครั้งแรก) อุปสรรค ปัญหา ผลสำเร็จ ในช่วง 9 เดือนนั้น

ขอให้ทุกคน Manifest (สิ่งดี) สำเร็จได้อย่างเร็ว

และขอให้บทความนี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่าน นำไปสู่การเติบโตของธุรกิจยุ้ยและของคุณได้นะคะ

คุณสามารถแวะไปเยี่ยมชม และอ่านบทความเกี่ยวกับ
“การออกแบบเว็บไซต์ WordPress” ได้ที่


much love
พี่ยุ้ย กัญญ์ชิตา วริทธิ์ทินานนท์

Categorized in:

Mindset & Growth,